เมนูหลัก

ฝากร้าน

ขี้เหล็ก

l06

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Cassia siamea Britt.
วงศ์  : Leguminosae
ชื่อท้องถิ่น  : ขี้เหล็กบ้าน (ลำปาง)  ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง) ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ) ผักจี้ลี้ (เงี้ยง-แม่ฮ่องสอน) ยะหา (ปัตตานี) ขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้)
ส่วนที่ใช้เป็นยา  : ใบอ่อนและดอก
ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา  : ช่วงเวลาที่มีใบอ่อนและมีดอกออก
รสและสรรพคุณยาไทย  : ดอกตูมและใบอ่่อน รสขม  ช่วยระบายท้อง ดอกตูมทำให้นอนหลับเจริญอาหาร
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์  : ใบอ่อนและดอกพบว่า  มีสารพวก Chromone มีชื่อว่า Barakol  ส่วนในใบพบสาร  A. nthraquinones (เช่น Rhein, Sennoside, Chrysophanol. Aole-emodin) , Alkaloid และสารอื่นอีกหลายชนิด จากการศึกษาพบว่า ใบออกฤทธิ์เป็นยาระบาย  เพราะมีสาร Anthraquinone และ พ.ศ.2492  อุไร  อรุณลักษณ์  และคณะ  คณะแพทย์ศาสตร์ศิริาชพยาบาล ได้ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ของใบขี้เหล็ก  นี้มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางทำให้สัตว์ทดลอง มีอาการซึม  เคลื่อนไหวช้า  ชอบซุกตัวแต่ไม่หลับและศึกษาโดยใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการกระวนกระวาย  นอนไม่หลับ พบว่าสารสกัดใบขี้เหล็กด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์สงบประสาทได้ดี  ช่วยให้นอนหลับสบายและระงับอาการตื่นเต้นทางประสาทได้  แต่ไม่ใช่ยานอนหลับโดยตรง และไม่พบอาการเป็นพิษ  มีความปลอดภัยในการใช้สูง
วิธีใช้  : ขี้เหล็กใช้เป็นยารักษาอาการท้องผูกได้ดี  และอาการนอนไม่หลับก็ได้  โดยการปฏิบัติดังต่อไปนี้
อาการท้องผูก ใช้ใบขี้เหล็ก (ทั้งใบอ่อน และใบแก่) 4-5 กำมือ ต้มเอาน้ำดื่มก่อนอาหาร หรือเวลามีอาการ
อาการนอนไม่หลับ กังวลเบื่ออาหาร ให้ใช้ใบแห้งหนัก 30 กรัม หรือใช้ใบสดหนัก 50 กรัม ต้มเอาน้ำรับประทานก่อนนอน หรือใช้ใบอ่อนเป็นยาดองเหล้า (ใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่เอาไว้ 7 วัน ต้องมีการคนทุกวันๆ ละครั้ง ให้สม่ำเสมอ กรองกากยาออก จะได้น้ำยาดองเหล้าขี้เหล็ก  ให้ดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนนอน
คุณค่าทางด้านอาหาร  : ดอกตูมและใบอ่อนของขี้เหล็กมีรสขม ต้องคั้นน้ำทิ้งหลายๆ ครั้ง ก่อนจึงเอามาปรุงอาหารได้ นิยมทำเป็นแกงกะทิ  หรือทำเป็นผักจิ้ม  จะช่วยระบายท้องได้ดีทั้งดอกตูมและใบอ่อน มีสารอาหารหลายอย่าง  คือ วิตามิน เอ และวิตามิน ซี ค่อนข้้างสูง ในดอกมีมากกว่าในใบ  เอาใบขี้เหล็กมาบ่มรวมกับผลไม้จะช่วยทำให้ผลไม้สุกเร็วขึ้นด้วย.



ที่มา  : รักษาโรค ด้วยสมุนไพร  " ยุวดี  จอมพิทักษ์ "