เมนูหลัก

ฝากร้าน

ทับทิม

l08
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ชื่อทางวิทยาศาสตร์  : Punica  granatum  Linn.
วงศ์  : Punicaceae
ชื่อท้องถิ่น  : พิลา (หนองคาย) พลาขาว มะก่องแก้ว (น่าน) มะเก๊าะ (ภาคเหนือ)
การปลูก  : ใช้เมล็ดปลูกหรือการตอนกิ่งก็ได้  แต่นิยมเพาะเมล็ดมากกว่า  ปลูกได้ในดินทั่วไป  แต่ชอบดินเหนียวปนหินและชอบอยู่ใกล้แหล่งน้ำ  ต้องการแสงแดด มากและเหมาะที่จะปลูกในต้นฤดูฝน  วิธีการปลูกให้เพาะกล้าก่อน แล้วจึงย้ายเอาไปลงหลุม  เมื่อเป็นต้นอ่อนรดน้ำพรวนดิน และบำรุงด้วยปุ้ยอินทรีย์  เมื่ออายุได้ 6 เดือน อย่าให้ร่มเงาไม้ใหญ่บัง  เพราะต้นทัีบทิมอาจจะแคระ แกร็นไม่ออกดอกออกผล  ควรดูแลกำจัดศัตรูพืชด้วย
ส่วนที่ใช้เป็นยา  : เปลือกผลแห้ง
ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา : เก็บในช่วงที่ผลแก่ ใช้เปลือกผลตากแดด ให้แห้ง
รสและสรรพคุณยาไทย  : รสฝาด  เป็นยาฝาดสมาน
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์  : เปลือกผลมีรสฝาด เนื่องจากมีสาร " แทนนิน " และมีกรด gallotannic จึงรักษาอาการท้องเดินได้ดี  กองวิจัยแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิเคราะห์แล้วพบว่า  ไม่มีพิษเฉียบพลัน  แต่ถ้าให้ขนาดสูง อาจจะมีพิษได้ (LD 50 = 17 กรัม /กิโลกรัม)
วิธีใช้  : เปลือกทับทิมใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและโรคบิด  มีวิธีการใช้ดังต่อไปนี้ คือ อาการท้องเดิน  ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำฝน หรือน้ำปูนใส   รับประทาน ครั้งละ 1-2 ช้อนแกง  หรือต้มกับน้ำปูนใสแล้วดื่มน้ำที่ต้มก็ได้
อาการปิด โรคนี้จะมีอาการปวดเบ่งและมีมูกออกมาด้วย  หรืออาจจะมีเลือดออกมาปนกับมูก  ให้ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิม  ครั้งละ 1 กำมือ (3-5 กรัม) ต้มกับน้ำดื่มวันละ 2 ครั้ง  อาจใช้กานพลูหรืออบเชยแต่งกลิ่นให้น่าดื่มก็ได้
คุณค่าทางด้านอาหาร  : ทับทิมใช้รับประทานเป็นผลไม้มีรสหวานหรือเปรี้ยวอมหวาน  มีวิตามินซี รวมทั้งเกลือแร่อื่นๆ  อีก ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้ดี.


ที่มา  : รักษาโรค ด้วยสมุนไพร " ยุวดี  จอมพิทักษ์ "