เมนูหลัก

ฝากร้าน

กานพลู

k12
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Eugenia  Caryophyllus  Bullock  et  S.G. Harrison
วงศ์  : Myrtaceae
ชื่อท้่องถิ่น  : จันจี่ (ภาคเหนือ)
ลักษณะของพืช  : กานพลูเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  ใบหนาเป็นมัน  ถ้าเอาใบมาส่องกับแดดจะเห็นจุดน้ำมันอยู่ทั่วไป  ออกดอกเป็นช่อขนาดเล็ก  ดอกสีแดงอมชมพู
การปลูก  : ปลูกได้โดยการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง  ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์  ควรปลูกในฤดูฝน  วิธีปลูกก็เหมือนต้นไม้ยืนต้นโดยทั่วไป  ขุดหลุมเอาปุ๋ยคอกรองก้นหลุมเอาไว้ก่อน  เอาต้นกล้าลงปลูกแล้วกลบ  พูนดินที่โคนต้นเพื่อป้องกันน้ำขัง  กานพลูไม่ชอบน้ำขัง  เมื่อปลูกใหม่ๆ  จะต้องทำร่มให้ด้วย  กานพลูจะให้ผลเมื่ออายุย่างเข้า 4 ปี  และจะให้ผลผลิตสูงขึ้นเรื่อยๆ  เมื่ออายุ  20 ปี
รัฐบาลให้ความสนใจว่ากานพลูเป็นพืชเศรษฐกิจตัวหนึ่ง
ส่วนที่ใช้เป็นยา  : ดอกกานพลูแห้งที่ยังไม่ได้สกัดเอาน้ำมันออก 
ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา  : เก็บดอกตูมในช่วงที่เปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีแดง  ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกุมภาพันธ์
รสและสรรคุณยาไทย  : รสเผ็ดร้อน  กลิ่นหอม  ช่วยขับลม
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์   : ดอกกานพลู  ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจำนวนมากมีประมาณร้อยละ  14-20  สารอื่นๆ  ในน้ำมันหอมระเหยประกอบด้วยสารหลายชนิดน้ำมันหอมระเหยทำให้กานพลูมีฤทธิ์ขับลม เชื้อโรค  ยับยั้งการเจริญเติบโต  ของเชื้อราก็ได้  เนื่องจากในน้ำมันหอมระเหย  มีสาร  Eugenol  จำนวนมากจึงมีผู้สกัดนำมาศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน  พบว่ามีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย  และเชื้อรา  ฤทธิ์ขับพยาธิ ฤทธิ์ขับน้ำดี  ฤทธิ์ฆ่าแมลงเป็นต้น
วิธีใช้  : ดอกแห้งของกานพลูรักษาอาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ  แน่นจุกเสียด  โดยใช้ดอกแห้ง 5-8 ดอก (0.12-0.6 กรัม)  ต้มน้ำดื่ม  หรือบดเป็นผง  ชงเป็น้ำชาดื่มก็ได้
ดอกกานพลูยังช่วยป้องกันไม่ให้เด็กอ่อนท้องขึ้น   ท้องเฟ้อได้ โดยเอาดอกกานพลูแห้ง 1-2 ดอก  ไปแช่เอาไว้ในกระติกน้ำร้อนที่ใช้ชงนมให้เด็กอ่อน
คุณค่าทางด้านอาหาร  : ดอกกานพลูแห้งเป็นเครื่องเทศ  ช่วยแต่งกลิ่นของอาหารมากกว่า แต่ก็ประกอบด้วยสารอาหารหลายชนิดเหมือนกันแต่ก็ไม่มากนัก



ที่มา  : รักษาโรค  ด้วยสมุนไพร " ยุวดี  จอมพิทักษ์ "