เมนูหลัก

ฝากร้าน

ตำลึง

l24 l26
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ชื่อวิทยาศาสตร์   : Coccinia  grandis  (L.)  Voigt.
วงศ์  : Cucurbitaceae
ชื่อท้องถิ่น  : ผักแคบ (ภาคเหนือ)  แคเด๊าะ (กะเหรี่ยง  แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะของพืช  : ตำลึงเป็นไม้เถามีอายุอยู่ได้หลายปี  เมื่ออายุมากเถาจะใหญ่และแข็งแรงมากขึ้น  เถามีสีเขียวใบไม้  ตามข้อจะมีมือเกาะ  ใบออกสลับกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกสีขาวข้างในมีสีเหลืองอ่อน  มีผลคล้ายกับผลแตงกวา  แต่มีขนาดเล็กกว่า มาก  ผลของตำลึงเมื่อดิบจะเป็นสีเขียว ใบไม้มีลายสีขาวอยู่ด้วย  พอสุกเต็มที่ก็จะมีสีแดงสด  ตำลึงปลูกได้เป็นผักที่ดีมาก  ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่โดยทั่วไปตามธรรมชาติ  โดยเฉพาะในชนบทหรือตามที่รก  ป่าละเมาะ  ริมทาง
การปลูก  : ปลูกโดยใช้เมล็ดก็ได้  เก็บเมล็ดพันธุ์จากผลตำลึงที่แก่สุกแดงเอามาตากแห้ง  (แกะเอาเพียงเมล็ด)  เก็บเอาไว้ ทำพันธุ์ได้ดี  หรือจะเพาะเลยก็ได้  ไม่ต้องตากแห้งหยอดเมล็ดในที่เตรียมเอาไว้แล้ว  เป็นพืชขึ้นง่าย  ทนแล้งได้ดี
ส่วนที่ใช้เป็นยา  : เก็บเอาใบที่สดและสมบูรณ์
รสและสรรพคุณยาไทย  : รสเย็น  เอาใบสดมาโขลกคั้นเอาน้ำมาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ที่ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนและคัน
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์  : ใบตำลึงมีสารเคมีที่ตรวจพบคือ  กรด  " อมิโน " หลายชนิด  B-sitosterol  มีรายงานว่าฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ในเวลาอันสั้น   โดยทดลองใช้หนูตะเภา  ไม่มีรายงานว่าฤทธิ์แก้แพ้
วิธีใช้  : ใช้เป็นยารักษาอาการแพ้  อักเสบ  แมลงสัตว์กัดต่อย เช่น  ยุงกัด  ถูกตัวบุ้งถูกใบตำแย  แพ้ละอองข้าว  โดยเอาใบตำลึงสด 1 กำมือ (จะใช้มากหรือน้อยตามบริเวณที่มีอาการ)  ล้างให้สะอาด  แล้วเอาไปโขลกให้ละเอียด  ผสมกับน้ำเล็กน้อย  คั้นน้ำจากใบเอามาทาบริเวณที่มีอาการ  พอน้ำแห้งแล้วก็ทาซ้ำอีกบ่อยๆ  จนกระทั่งหาย
คุณค่าทางด้านอาหาร  : ใบตำลึงมีคุณค่าทางอาหารสูง  ประกอบไปด้วย  วิตามิน  เอ  และ อื่นๆ  มากมาย  มีแคลเซียมบำรุงกระดูกและฟัน  มีวิตามิน  ซี  มาก  เกลือแร่ต่างๆ  มากหลายทีเดียว  นอกจากนี้ก็มีโปรตีน  ไขมัน  คาร์โบไฮเดรท  เหล็ก  และอื่นๆ  จึงเป็นอาหารที่ดีมาก  ยอดตำลึงเอามาปรุงอาหารได้มากมายหลายอย่าง  เช่น  แกงจืด  ผัดน้ำมันเป็นผักจิ้ม  ผัดกุ้ง  แกงเลียง  จะเอามาใส่ก๋วยเตี๋ยวแทนถั่วงอกหรือเอาไปรวมกับถั่วงอกก็ได้


ที่มา  : รักษาโรค  ด้วยสมุนไพร " ยุุวดี  จอมพิทักษ์ "