เมนูหลัก

ระบบสมาชิก

ฝากร้าน

(น้ำดื่มไฮโดร-ออกซิเจน)ดีอย่างไร
สินค้าของเรา

 

www.ไฮโดรออกซิเจน.com

มหัศจรรย์แห่งน้ำ

น้ำดื่มเพื่อสุขภาพ

HYDRO-OXYGEN WATER
(น้ำดื่มไฮโดรออกซิเจน) H3,O,OH 

 

     

20151223 082321   20151223 082335

 

 

 

20151223 082427     20151223 082519

 

  

 

 

แนวความคิดเรื่องน้ำพลังแม่เหล็ก
(Conception of Magmetized Water)


จากหนังสือ Water for Life (บทที่ 10) โดย ศ.ดร.นพ สมศักด์ วรคามิน
อดีตอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
นักวิจัยดีเด่น สภาวิจัยแห่งชาติ และปลัดกระทรวงสาธารณสุข

 



ในทางทฤษฏีน้ำพลังแม่เหล็ก หมายถึงน้ำที่ได้รับผลกระทบทางฟิสิกส์จากพลังงานแม่เหล็ก จนเกิดการปรับตัวของโครงสร้างโมเลกุลของน้ำขึ้นใหม่ โดยมีการจับกลุ่มโดยมีขนาดเล็กลง กล่าวคือ เมื่อได้รับพลังงานแม่เหล็ก แล้วโมเลกุลน้ำ ที่เคยเกาะตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มละ 30-40 โมเลกุลต่อกลุ่ม ก็จะแตกตัวออกออกมา กลายเป็นน้ำที่เกาะเป็นกลุ่มเล็กที่มี โมเลกุลของน้ำ ( ) ต่อ 1 กลุ่มเท่านั้น

 


น้ำพลังแม่เหล็กที่มีโมเลกุลเล็ก อันเกิดจากอิทธิพลของคลื่นแม่เหล็กนี้ จัดเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติของน้ำที่ดี และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

 


เคยมีความเข้าใจที่ผิดๆ ว่า เราสามมารถจะทำให้น้ำมีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็ก (Magnetic Water) เมื่อเราน้ำน้ำไปอาบใน สนามแม่เหล็กที่มีความแรงมากๆ (Strong Magnetic Field ) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว น้ำจะไม่สามรถเป็นแม่เหล็ก และไม่อาจมีคุณสมบัติของแม่เหล็ก (Viscosity) เพราะว่าน้ำไม่มีโลหะเหล็กอยู่ในองค์ประกอบ

 


เมื่อในอดีตนั้น ใครก็ก็ตามที่พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ น้ำพลังแม่เหล็ก (Magnetized Water) ก็มักจะถูกว่า เป็นคนที่มีอาชีพในทางหลอกลวง (Quackery)
สำหรับความรู้ในเรื่องประโยชน์ของน้ำพลังแม่เหล็ก (Magnetized Water) ที่มีต่อสุขภาพนั้น กว่าจะเป็นที่เยี่ยมรับฟังในสังคมของนักวิทยาศาสตร์ได้นั้นก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน ถึงอย่างนั้นก็ตามยังมีแพทย์ส่วนหนึ่งที่ยังมองว่าการใช
้คุณสมบัติแม่เหล็ก (Magnetism) เพื่อการรักษาโรคเป็นเรื่องที่หลอกลวงเป็นเรืองไม่จริง

 



จุดเปลี่ยน ที่ทำให้สังคมยอมรับเรื่องพลังงานแม่เหล็ก คือ รางวัลโนเบลทางการแพทย์ในปี ค.ศ 2003 ในผลงานการคิดค้น เครื่องถ่าย(สร้าง)ภาพ เอ็มอาร์ไอ MRI (Magnetic Resonance Image)

 


คณะกรรมการโนเบล ได้มอบ The 2003 Nobel Prize in Medicine (รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ พ.ศ 2546 ให้ ท่านซอร์ปีเตอร์แมนฟิว (Peter Mansfield) นักฟิสิกส์ ชาวอังกฤษ จาก มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม โดยเป็นรางวัลที่ได้รับร่วมกับ ดร.พอล ลอเทอเบอร์ (Paul C Lauterbur) นักเคมีชาววอเมริกัน จากมหาวิทยาลัยอินลินอยส์ สำหลับการค้นพบวิธีสร้างภาพในโมเลกุลน้ำ อันเกิดจากคลื่นแม่เหล็กทำให้นำไปประดิษฐ์เครื่องเมื่อใช้สำหลับตรวจโรคที่ดียอดเยี่ยมทางการแพทย์ ที่มีชื่อว่า เอ็มอาร์ไอ (MRI ย่อมาจาก Magnetic Resonance Image) ซึ่งมีประโยชน์มากกว่า เครื่องเอกซเรย์ (X- Ray) หรือแม้กระทั้งเครื่องถ่ายภาพ ซีทีสแกน(CT Scanner)
การที่ คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาทางการแพทย์ ในปี ค.ศ 2003 ยอมรับว่า พลังงานแม่เหล็กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยการสั่นสะเทือนของโมเลกุลไฮโดรเจนในน้ำที่ได้รับคลื่นแม่เหล็กนี้เอง นับเป็นจุดเปลี่ยน (Turning Point) ทางด้านความคิด ที่สำคัญต่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เคยคัดค้าน

 



สำหรับที่มาของพลังแม่เหล็ก (Magnetic Energy)มีดังนี้
1.น้ำตามธรรมชาติจะได้รับพลังงานแม่เหล็กรวม 3 ทางคือ
1.1 Material Magnetism เป็นเส้นแรงแม่เหล็ก จากขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้สนามแม่เหล็กนี้คลุมโลกไว้ทั้งใบ
1.2Gravitational Magnetism หมายถึง แรงดึงดูดของโลก
1.3Planetary Magnetism คือพลังแม่เหล็กของจักวาลซึ่งแรงที่สุดเพราะเห็นได้จากสามารถยึดดาวต่างๆให้อยู่ในระเบียบถ้าไม่มีพลังนี้ดึงไว้โลกคงจะหมุนกระเด็นออกไปจากวงโคจรของสุริยะจักรวาล
2.น้ำที่ได้จากเครื่องกรองน้ำเครื่องกรองน้ำประเภทที่มีพลังแม่เหล็ก ที่มรชื่อเสี่ยงส่วนใหญ่ นอกจากมีตัวกรอง (Filter)แล้ว เช่น ไส้กรองเซรามิค ไส้กรองคาร์บอนแบบต่างๆ แล้วจะต้องมีแท่งแม่เหล็ก (Magnetic Disc) ใส่ไว้ด้วย เครื่องกรองน้ำประเภทนี้ บางชนิดอาจมีแม่เหล็กไว้บริเวณท่อน้ำไหลออก หรือก๊อกน้ำ และบางชนิดอาจมรลักษณะเป็นก้อนกลม ตรงกลางเป็นรูกลวงเหมือนขนมโดนัท วางอยู่ใต้ฐานเครื่อง บริษัทผู้ผลิตเรื่องกรองน้ำมักใช้ชิ้นแม่เหล็ก ความแรงประมาณ 4,000 Gausses แต่ถ้าใช้ขนาดมาก ถึง 10,000 Gausses จะทำให้น้ำที่เพียงไหลผ่านก็ได้รับพลังงานกลายเป็น Magnetized Water (น้ำที่ได้รับพลังแม่เหล็ก) หรือถ้าเรียกอย่างถูกต้องก็คือ Magnetic Treatment Water

 

 

 

1. ปวดหัวไมเกรน 
2. มะเร็ง- ตับ-ปากมดลูก-ผิวหนัง-กระเพาะ-เต้านม-ต่อมลูกหมาก-ปอด-เม็ดเลือด 
3. ริดสีดวงทวารหนัก ขับถ่ายเลือดออกตามอุจจาระและไส้เลื่อนออกมาด้วย
4. เบาหวาน
5. คลอเรสเตอรอลสูง 
6. ความดัน สูง ต่ำ 
7. โรคหัวใจ
8. เลือดจาง
9. ถุงลมโป่งพอง
10. โรคไต-ก้อนนิ่วในไต 
11. หอบ หืด 
12. โรคภูมิแพ้
13. เป็นผืนแดงตามตัว เกิดจากสารเคมี-สารตระกั่วบนท้องถนน-ผักสด
14. แผลในปาก 
15. ผิวพรรณหมองคล้ำ 
16. ผิวหนังพุพอง
17. สะเก็ดเงิน งูสวัด 
18. โรคกระเพาะ หรือ มีแผลกระเพาะถ่ายเป็นเลือดกินอาหารไม่ได้
19. แผลเรื้อรัง 
20. ท้องผูกเรื้อรัง
21. ท้องอืด ท้องเฟ้อ 
22. มีกรดในกระเพาะ
23. ลดความอ้วน ไขมันหน้าท้อง
24. ปวดประจำเดือน-ประจำเดือนมาไม่ปกติ 
25. ปัสสาวะขัด 
26. ต่อมลูกหมาก
27. หินปูน 
28. นิ่ว 
29. เนื้องอกในสมอง
30. เกาต์ รูมาตอย(ข้ออักเสบ) 
31. ฮ่องกงฟุต 
32. กระดูกผุ
33. อัมพฤกอัมพาต
34. ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ
35. ไทลอยด์/คอพอก
36. เนื้องอกในปีกมดลูก 
37. เมาค้าง
38. รองช้ำที่ส้นเท้าเรื้อรัง

39. ไขมันเส้นเลือด

 

2-4 สัปดาห์แรกที่ดื่มน้ำไฮโดร-ออกซิเจน

 

(ท่านอาจมีอาการดังต่อไปนี้ มาก-น้อย ขึ้นกับสภาพร่างกายของแต่ละคน)

 

1. ปวดหัว มึนศรีษะเล็กน้อย 
2. สิวขึ้นบนใบหน้าและศีรษะ
3. ปากแห้ง คอแห้ง 
4. ปวดเมื่อยตามร่างกาย และกล้ามเนื้อ
5. ร้อนๆ หนาวๆ หรือจะมีไข้ 
6. เหงื่อออกมากกว่าปกติ
7. มีผื่นขึ้นที่ผิวหนังตามร่างกาย 
8. ปวดบริเวณท้องน้อย
9. ท้องอืด ท้องเฟ้อ 
10. ถ่ายท้องบ่อย แต่ไม่อ่อนเพลีย
11. ปัสสาวะบ่อย สีเหลืองเข้ม กลิ่นฉุน 
12. อุจจาระสีเข้ม กลิ่นเหม็นกว่าปกติ

 13. สุภาพสตรีบางท่านอาจมีตกขาวมากกว่าปกติหรือประจำเดือนคั่งค้างสีเข้ม-ดำออกมาอีก

14. ผิวหนังชุ่มชื้น (โดยไม่ต้องทาครีมบำรุง) 
15. รู้สึกสดชื่นขึ้น กระปรี้กระเปร่า

 16. ไขมันเส้นเลือด ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี จะหายไปเอง

 

    ทั้งนี้อาจเกิดอาการต่างๆที่กล่าวข้างต้น เนื่องจากการขับสารพิษและของเสียที่สะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน เมื่อเซลล์ขับของเสียออกมาปะปนในกระแสเลือด จึงอาจทำให้เกิดสภาวะเป็นกรดชั่วคราวก่อนการขับทิ้งออกสู่ระบบขับถ่ายตามปกติของร่างกาย เมื่อร่างกายปรับสภาวะเข้าสู้สภาพปกติ อาการต่างๆก็จะค่อยทุเลาลง เซลล์จะเริ่มแข็งแรงและมีความสามารถที่จะรักษาตัวเองได้ตามกลไกธรรมชาติ

 

(ผู้ป่วยที่กำลังรักษาพยาบาลอยู่ จะช่วยให้การรักษาทางการแพทย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น)

 

 

*สำหรับผู้มีปัญหาด้านสุขภาพ

ควรดื่มน้ำไฮโดร-ออกซิเจน วันละ 4 แก้ว แล้วจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อยจนกว่าจะมั่นใจว่าร่างกายสามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ทันกับที่เซลล์ขับออก จึงสามารถเพิ่มการดื่มน้ำได้อย่างน้อยวันละ 2.50 ลิตร

 

*ส่วนผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ปกติ ก็สามารถดื่มได้ในปริมาณปกติเช่นดื่มน้ำทั่วไป

 

 

คุณสมบัติและประสิทธิภาพของน้ำไฮโดร-ออกซิเจน ที่มีโมเลกุลเล็ก

 1.  สามารถซึมผ่านเซลล์ได้ง่าย

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่าการที่น้ำมีโครงสร้างโมเลกุลเป็นกลุ่มขนาดเล็กและมีการเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบนั้นทำให้น้ำมีคุณภาพดีโดยเฉพาะความสามารถในการเป็นตัวทำละลายที่ดีเกลือแร่ออกซิเจน วิตามินจะละลายได้ในอัตราที่เพิ่มมากขึ้นเซลล์จะได้สารอาหารมากขึ้น และขณะเดียวกันก็จะนำพาของเสียหรือสารพิษที่ตกค้างอยู่ในเซลล์ออกมาได้มากขึ้น

 

 *ผลก็คือ
- ช่วยให้เซลล์สดชื่น (ได้รับออกซิเจน)
- เซลล์แข็งแรง (ได้สารอาหาร)
- เซลล์สะอาด (ได้ขับของเสียออก) 
- สุขภาพแข็งแรงขึ้นตามลำดับ

 

2. มีแรงตึงผิวต่ำ

 

ปกติน้ำที่เราดื่มทั่วๆไปจะมีความตึงผิวสูง นั่นคือ การที่น้ำรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ
ซึ่งมีประมาณ 10 กว่าโมเลกุล จึงทำให้น้ำเข้าออกเซลล์ได้ยากลำบาก
ซึ่งจากกระบวนการนี้ที่ผลิตได้แก๊ส HHO จะมีพลังแม่เหล็กอยู่ในตัว ยังไม่รวมเป็นโมเลกุล ถ้าผ่านแกนน้ำแล้วกระจายอยู่ในน้ำ (พลังแม่เหล็กปล่อยลงน้ำ) โดยทำให้เกิดฟองในน้ำ ทำให้น้ำมีแรงตึงผิวต่ำ (มีโมเลกุลเล็กลง) สามารถดูดซึมผ่านผนังเซลล์ได้ง่าย
ทำให้เซลล์มีกำลังในการนำพาสารอาหารเข้า-ออก เซลล์ได้ง่ายยิ่งข้น 

3. มีปริมาณอออกซิเจนสูง 

โมเลกุลน้ำ เมื่อถูกพลังแม่เหล็กปล่อยลงไป บางส่วนจะแตกตัวเป็น ไอออน(Ion) ประกอบด้วย ไฮโดรเจนไอออน ประจุบวก (H+) กับ ไฮดรอกซิลไอออน ประจุลบ (OH-)

 

4. โครงสร้างน้ำ (Water Structured) เปลี่ยนไป แก๊ส HHO เมื่อผ่านแกนน้ำโดยการทำให้เกิดฟองในน้ำสามารถเปลี่ยนโครงสร้างน้ำได้ตรงกับน้ำที่ร่างกายเราต้องการ

 

H2O+HHO---->H3O++OH- ตามหลักวิทยาศาสตร์ได้วิจัยออกมาว่า “เซลล์ที่ทำงานสมบูรณ์แบบจะต้องเป็นโมเลกุลน้ำ H2O เป็น H3O.OH” 

จากการที่น้ำได้โครงสร้างเปลี่ยนไป โครงสร้างน้ำที่เปลี่ยนไปนี้ เป็นโครงสร้างเดียวกันกับโครงสร้างน้ำที่อยู่ในร่างกายของเรา 

สาเหตุที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดจากความชรา ความเครียด มลภาวะ อาหารมีสารพิษ กินอาหารไม่เพียงพอ ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้เซลล์เราไม่มีพลังจะเปลี่ยนโครงสร้างน้ำเป็น H3O.OHได้หรือมีความสามารถน้อยลง หรือไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างน้ำได้เลย

 

เมื่อเซลล์ในร่างกายเรามีโครงสร้างน้ำH3O.OHไม่เพียงพอหรือน้อยลงจะทำให้เซลล์ไม่มีความสามารถในการนำพาสารอาหารและออกซิเจนเข้าร่างกายได้ และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถขับของเสียในร่างกายออกมาได้เช่นกัน เซลล์มีความสามารถน้อยลง มีความต้านทานโรคได้น้อยลง ทำให้เชื้อโรคต่างๆเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

H2O+HHO---->H3O+OH เมื่อน้ำโครงสร้างใหม่นี้เข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เซลล์มีความสามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์ 

ทั้งนี้ - น้ำมีออกซิเจนมีประโยชน์อย่างมากมาย
แต่ - น้อยคนนักที่จะรู้ว่าน้ำมีไฮโดรเจนนั้นมีประโยชน์มากกว่า

 

เพราะ - น้ำที่มีไฮโดรเจนทำให้ร่างกายเรา Super Hydrated (ทำให้เซลล์เราสามารถดูดซึมสารอาหารได้มากกว่าน้ำธรรมดาถึง 10 เท่า)  

 

 

 

H2O----->H++OH-

 


ไฮดรอกซิลไอออน (OH-) มีคุณสมบัติเป็นด่าง ทำให้น้ำมีค่า pH ประมาณ 7.6-8.5 ไฮดรอกซิลไอออน (OH-) ถ้า 2 ตัวนี้รวมกันจะเกิดเป็นน้ำ(H2O)อีกครั้ง กับออกซิเจนไอออน (O-)(OH-+ OH-->H2O+O-)

 


ออกซิเจนไอออน (O-) จะมีอีเล็คตรอนประจุลบ ซึ่งทำหน้าที่หยุดอนุมูลอิสระ (Free Radical Cycle) คือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งทำให้คลอเรสเตอรอลไม่สะสมอยู่ในร่างกาย

ผลการศึกษาของดร.อ๊อตโต วอร์เบิร์ค(Dr.Otto Warburg)เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ปี 1931 และ 1944 พบว่า มะเร็งชอบอยู่ในสภาพเป็นกรดและไม่ชอบออกซิเจน จึงมีการวิจัยมากมายต่อมาเพื่อหาวิธีเอาชนะมะเร็งและวิธีที่เชื่อว่าได้ผลคือ การให้ออกซิเจนกับเซลล์เพื่อให้เซลล์ใช้ต่อสู้กับมะเร็ง ซึ่งออกซิเจนเมื่ออยู่ในร่างกายสามารถกำจัดเชื้อโรค และเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายเราได้

 

 

  

ผลการวิจัยและทดลองหลังจากดื่มน้ำไฮโดรออกซิเจน H3,O,OH

 

- เป็นหวัดลดลง 90%
- ผิวหนังไม่แห้ง มีความชุ่มชื่นขึ้น
- ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
- ออกซิเจนในสายเลือดเพิ่มขึ้น จากการใช้เครื่องวัด Pules/oximeter
- ปัญหาต่อมลูกหมากหาย PSA (Prostate Specific Antigen) ลดลงจาก 8.6 ไม่ถึง 1
- ความดันลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- เบาหวานลดลง และซ่อมแซมอินซูลินในตับให้หายขาดได้
- เกาต์ รูมาตอยด์ ลดลง(ข้ออักเสบหาย)
- ไมเกรน ลดลง(หายขาด)
- นิ่วในไตหายขาด

 

-ถ้ามีแผลก็จะหายเร็ว

 

-รองช้ำส้นเท้าหายไปสามารถเดินได้ปกติ

 

-เส้นเลือดขอดตามขาหายไป(ผู้ที่ยืนนาน)

 

-ส่วนโรคอื่นๆตามรายการที่ระบุไว้ได้ผลอย่างชัดเจน

 

(สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และ HIV ได้ผลอย่างชัดเจน)
( ผู้ที่ประจำเดือนหมดแล้วบางคนประจำเดือนมาใหม่เป็นปกติเพราะร่างกายแข็งแรง )

 


  เด็กไม่ควรต้องดื่ม เพราะเป็นวัยเจริญเติบโต สามารถปรับสมดุลร่างกายได้ดีอยู่แล้ว

 

 

 

    

 ในโลกใบนี้ยังมีอะไรอีกเยอะที่เราไม่รู้จัก อยากมีสุขภาพดีลองมาดื่มน้ำไฮโดรออกซิเจนกันแต่ยังไงก็ต้องดูแลตัวเองทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพออกกำลังกายสม่ำเสมอทำจิตใจให้สบายมองโลกในแง่ดี และอย่าลืมทำบุญสร้างกุศลให้บรรพบุรุษบ้าง

 

 

ท่านที่สนใจอยากมีเครื่องไว้ใช้ประจำบ้าน และแบ่งปันคนใกล้ชิดได้ดื่ม ติดต่อ

 

 



 

โทร. 0-98831,0635 0-89199-5505

E-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

  

 มีเรื่องเล่าสู่กันฟัง

 * * * * *

 ผมป่วยเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ปีพศ.2547 ต่อมาเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2555 ผมมีอาการเป็นผื่นขึ้นตามตัวและมีแผลที่บรเวณข้อมือ กลางคืนคันมากนอนไม่หลับ ไปหาหมอโรคผิวหนังหมอบอกว่าไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหิดหรือเปล่า ให้ยามาทาและกิน อาการไม่ดีขึ้น ต่อมามีแผลที่ง่ามเท้าระหว่านิ้วโป้งกับนิ้วชี้ และที่ใต้ฝ่าเท้า ไปหาหมอโรคผิวหนังอีกคน หมอไม่ระบุให้ชัดเจนลงไปว่าเป็นอะไรกันแน่ ให้ยามาทานและทาแผลก็ยังไม่ดีขึ้น วันที่ 3 กันยายน 2555 หมอโรงพยาบาลนัดตรวจน้ำตาลในเลือดปรากฎว่าน้ำตาลอยู่ระดับ 192 หมอตรวจแผลที่เท้าและจ่ายยามาให้ทา อาการของแผลเริ่มกำเริบหนักแผลที่เท้าเริ่มมีอาการร้อน และมีรอยแดงเป็นผื่นๆ แผลลุกลามจากนิ้วชี้ไปจนถึงนิ้วก้อย ปวดแสบปวดร้อน ผมจึงตัดสินใจไปหาหมอไทยให้รักษา หมอบอกว่าเป็นไฟลามทุ่ง จึงพ่นยาระงับให้และแนะนำให้ทานยาแก้อักเสบ แต่แผลก็ยังอักเสบต่อเนื่อง แผลเก่าหายแต่มีตุ่มหนองขึ้นมาใหม่มีอาการปวดทรมานมาก ร่างกายผมผอมซูบลง น้ำหนักลดลงๆ ผมไม่รู้จะรักษายังไงแล้ว ท่ามกลางความท้อแท้ โชคยังเข้าข้างผม เมื่อภรรยาผมได้รู้จักกับคุณจรัสพล(พี่ตี๋)ซึ่งเป็นคนขับแท็กซี่ ภรรยาผมจึงโทรไปหาด้วยหวังว่าจะขอคำปรึกษาอาการป่วยของผม ด้วยความกรุณา วันที่ 15 กันยายน 2555 พี่่เขามาจากกรุงเทพฯ มารักษาผมที่จังหวัดชลบุรี โดยบอกว่าผมเป็นโรคสะเก็ตเงินและแนะนำให้ผมกินยาแก้อักเสบ และแนะนำให้ผมดื่มน้ำไฮโดร-ออกซิเจน พร้อมทั้งพรมไปตามแผลที่ปวดแสบปวดร้อน และปฏิบัติตามขั้นตอนที่แนะนำอย่างเคร่งครัด ภายใน 3 วัน แผลผมเริ่มแห้ง ตกสะเก็ด แผลแผลที่เป็นสะเก็ดเงินขาวๆเริ่มจางเป็นสีผิวปกติ ผมเริ่มอยากทานอาหาร ร่างกายเริ่มฟื้น ผิวหน้าเริ่มมีสีเลือด ผมสามารถไปทำงานได้ วันที่ 24 กันยายน 2555 วันที่ 1 ตุลาคมหมอโรงพยาบาลนัดตวจน้ำตาลในเลือด ปรากฎว่าต้ำตาลในเลือดลดลงจาก192 เป็น 150

 

ผมดื่มน้ำไฮโดร-ออกซิเจน มาตลอดทำให้ผมหายจากอาการป่วยโรคสะเก็ดเงิน และอาการป่วยเบาหวานเริ่มดีขึ้น ผมเพิ่งได้รู้จักน้ำดื่มไฮโดร-ออกซิเจน จากพี่ตี๋ และไม่เคยคิดว่าน้ำนี้จะมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ โดยลืมไปว่าร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70 % ถ้าเราได้ดื่มน้ำที่คุณภาพร่างกายของเราก็จะแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันโรค ไม่เจ็บป่วย กา้ป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขแน่นอน ผมอยากแนะนำให้ใครก็ตามที่ได้อ่านสิ่งที่ผมเล่าให้ฟัง โปรดใช้วิจารณาญาณ ในการอ่าน" อย่าเพิ่งปฏิเสธในสิ่งที่คุณไม่รู้"และอยากเชิญชวนให้พวกเรามาดูแลสุขภาพกันเถอะ ซึ่งสิ่งดีๆเหล่านี้อยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เอง

 

จากนายเฉลียว สุขสวัสดิ์ 15 พย.55

 

(ขอขอบคุณนายเฉลียว  และคุณลุงยอดรัก ศรีโสวรรณมากที่แนะนำสิ่งดีๆๆมา)

 

 

 

ขอเล่าต่ออีกคน

 

ดิฉันไม่มีโรคอะไรร้ายแรงหรอกค่ะ(อายุก็จะเลข6แล้ว) แต่เห็นน้องผู้หญิงแฟนของเพื่อนแฟนเขาบอกว่าเขาดื่มน้ำนี้มา 6 เดือนดิฉันเห็นเขาผิวพรรณสดใสดี เลยอยากลองดืมดูบ้าง แต่ดิฉันเป็นคนไม่ค่อยชอบดื่มน้ำวันๆก็ประมาณ2-3แก้ว บางทีทานข้าวแล้วลืมดื่มน้ำเป็นชั่วโมงก็เคย  ลองดื่มได้ประมาณวันละ4แก้วตามที่เขาแนะนำ ประมาณไม่ถึงเดือนอาการที่เคยเป็นเช่น ปวดหัวไมเกรน เพราะเมื่อก่อน ถ้าวันไหนนอนไม่หลับวันต่อมาช่วงบ่ายๆ แน่นอนฉันต้องกินยาโทฟาโก้หรือไทลินอนแน่ๆมันจะค่อยๆปวดก่อนถ้าไม่รีบกินยาแล้วละก็ จะปวดมากขึ้นเรื่อยๆทรมานมากบางทีถึงกับอาเจียนเลย ต้องไปหาหมอขอยาหรือฉีดยาแก้ปวด และอีกอาการหนึ่งคือ รองช้ำที่ส้นเท้า ที่เป็นมานานหลายปี(10 กว่าปี)ทำยังก็ไม่หาย เดี๋ยวเป็นข้างซ้ายเดี๋ยวเป็นข้างขวาบางทีเป็น2ข้างเลย มีคนแนะนำให้ลองเอาใบพลับพลึงห้อก้อนอิฐที่เผาไฟแล้วก็เหยียบก็ไม่หายยิ่งเจ็บมากต้องพยามใส่ถุงเท้ารองเท้าอยู่ในบ้านทุกวัน  เวลาไปออกกำลังกายก็ทำไม่ค่อยได้เพราะมัวแต่ปวดส้นเท้าอยู่เดินไปไหนๆไกลก้ไม่ได้ ตื่นนอนตอนเช้าลงจากเตียงต้องเดินเขย่งเข้าห้องน้ำทุกวันก็หายไปเฉยๆ อยู่ๆก็เดินได้ปกติลืมไปว่าเคยเจ็บส้นเท้า และที่ข้อมือข้างซ้ายที่เคยเจ็บเป็นประจำแต่ไม่มากแต่ซักผ้าก็ยังบิดไม่ได้ก็หายไปเฉยๆ และนิ้วกลางข้างซ้ายที่เคยเป็นเวลากำมือจะเลื่อนดังกึ๊กๆก็หายไม่ดังแล้ว ปกติ และอีกอย่างตาข้างขวามันจะเคืองๆทุกวันจนอดขยี้ไม้ได้ลองเอาน้ำล้างหน้าตาดูตอนนี้ก็ไม่เป็นแล้วและอาการท้องอืดก็ไม่เป็น งงเหมือนกันไม่อยากเชื่อเลยว่าน้ำนี้จะบรรเทาอาการต่างๆของฉันได้ พอเห็นว่าอาการต่างๆหายไปพร้อมๆกัน ก็เลยต้องพยามดื่มทุกวันจะได้ไม่ต้องรำคาญโรคจุกจิกอีกค่ะ แ้ล้ววันหลังมีอะไรดีๆจะมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ"อ้อลืมบอกอีกอย่างขอเตือนว่าผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับ ห้ามดื่มตอนหัวค่ำหรือก่อนนอนนะคะเดี๋ยวจะต้องเป็นยามทั้งคืน" (จากผู้บริโภคน้ำไฮโดร-ออกซิเจน)นาง สุภัค จันทร์ชื่นจิต 20-กย.56

 

 

 

(หมายเหตุถ้าต้องการเห็นผลเร็วแนะนำให้ดื่มน้ำไฮโดร-อ๊อกซิเจนเป็นประจำแทนน้ำดื่มธรรมดา)